เคล็ดลับความงาม ตีนกา กับแนวทางรักษาเพื่อฟื้นฟูผิวอ่อนวัย

เคล็ดลับความงาม ตีนกา กับแนวทางรักษาเพื่อฟื้นฟูผิวอ่อนวัย ตีนกาเป็นปัญหาความงามที่หลายคนต้องเผชิญเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดยตีนกาเกิดจากผิวที่เสื่อมสภาพลงตามวัย เพราะการหดตัวของกล้ามเนื้อขณะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ทางใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม หัวเราะ หรือเครียด จะทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ค่อย ๆ ลึกลงและมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งอาจส่งผลให้คนที่มีตีนกาขาดความมั่นใจเมื่อต้องพบปะหรือพูดคุยกับผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้ามากมาย และศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

สาเหตุของตีนกา ปัญหาขาดความมั่นใจ

อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรอยตีนกา เพราะเซลล์ผิวหนังจะแบ่งตัวค่อนข้างช้า ผิวหนังชั้นหนังแท้จะเริ่มบางลง เส้นใยในผิวหนังหรืออีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงแก่ผิวหนังจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื้น ต่อมไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และผิวหนังจะสมานตัวได้ช้าลง

นอกจากนี้ กล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณหางตาที่เกิดการหดตัวจากการยิ้ม หัวเราะ หรี่ตา และการแสดงสีหน้าอื่น ๆ เป็นประจำจะทำให้ริ้วรอยในบริเวณดังกล่าวลึกลงจนเห็นได้ชัด รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ก็อาจกระตุ้นให้รอยตีนกาลึกขึ้นได้ด้วย เช่น การออกแดด และการสูบบุหรี่ เป็นต้น

ตีนกา รักษาอย่างไร ?

การรักษาตีนกานั้นขึ้นอยู่กับระดับความลึกของริ้วรอย และอาจต้องใช้วิธีการรักษามากกว่า 1 อย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ดังนี้

ทาครีมลดริ้วรอย มักนิยมนำครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์อย่างเตรติโนอิน (Tretinoin) มาใช้ในการลดเลือนริ้วรอย โดยจะช่วยกระตุ้นให้มีการผลัดผิวใหม่ ซึ่งมักจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นใน 24 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทาครีมที่มีเรตินอยด์เป็นส่วนประกอบจะช่วยลดริ้วรอยร่องตื้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถลดริ้วรอยลึกได้

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยต่าง ๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและอาจมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ดังนี้

– กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids: AHA) หรือกรดผลไม้ ประกอบไปด้วยกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) และกรดแลคติก (Lactic Acid) ซึ่งการใช้กรดชนิดนี้ค่อนข้างปลอดภัย แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การใช้กรดผลไม้ในการรักษาตีนกาและริ้วรอยอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก

– สารต้านอนุมูลอิสระ ประกอบไปด้วยวิตามินเอ ซี อี และเบตาแคโรทีน อาจช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ แต่มีงานวิจัยสนับสนุนไม่มากนักที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ครีมที่มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระจะสามารถลดริ้วรอยได้อย่างชัดเจน

– ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวทั่วไปและไม่มีส่วนผสมของสารประกอบต่าง ๆ ข้างต้นก็อาจช่วยลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ ได้ชั่วคราว

– ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดฟิลเลอร์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดรอยตีนกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่มีริ้วรอยโดยตรง สารที่นำมาใช้ทำฟิลเลอร์เพื่อฉีดสู่ผิวหนังนั้นมีหลายประเภทและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์นั้นอาจคงอยู่ได้นาน 3-12 เดือน อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอถึงข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดีที่สุด

ฉีดโบทอกซ์ การฉีดโบทอกซ์สามารถลดรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโบทอกซ์จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่มีริ้วรอยผ่อนคลาย และช่วยป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ริ้วรอยตื้นขึ้น โดยทั่วไปการฉีดโบทอกซ์อาจมีประสิทธิภาพนานถึง 3 เดือน และมักไม่ส่งผลกระทบต่อการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า เพราะการฉีดโบทอกซ์เพื่อรักษารอยตีนกาจะทำให้ผิวหน้าบริเวณหางตาตึงขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดโบทอกซ์จะให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยในช่วงอายุ 30-50 ปี แต่ไม่สามารถลดริ้วรอยลึกในผู้สูงอายุได้

ทำเลเซอร์ การยิงเลเซอร์เพื่อให้ผิวเกิดการลอก (Ablative Laser Resurfacing) เป็นการลอกผิวหนังชั้นบนออกไป เพื่อเผยผิวที่มีสุขภาพดีและดูอ่อนเยาว์ การใช้เลเซอร์รักษารอยตีนกาเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณหางตาเรียบเนียนและตื้นขึ้น โดยหลังทำเลเซอร์อาจใช้เวลาพักฟื้นหลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทำเลเซอร์อาจไม่สามารถลดริ้วรอยอย่างตีนกาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แพทย์อาจรักษาริ้วรอยด้วยเลเซอร์ร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ เช่น การฉีดโบทอกซ์ เป็นต้น

ตีนกา ป้องกันอย่างไร ?

เคล็ดลับต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันรอยตีนกาและริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้

– ปกป้องผิวจากแดด ด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด (SPF) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ และควรใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ปกปิดผิวเพื่อป้องกันผิวคล้ำเสียจากแดดด้วย

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเลือกรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น แซลมอน ถั่ว น้ำมันมะกอก อะโวดาโค เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน การรับประทานอาหารแปรรูป และอาหารที่มีเกลือหรือน้ำตาลสูง

– ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด และช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ร่างกายสามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ ซึ่งช่วยทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี

– ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและยังกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า
หลีกเลี่ยงการขมวดคิ้ว การขมวดคิ้วเป็นประจำจากการทำงาน การเพ่งมอง หรือการอ่านหนังสือ จะทำให้ริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาและหน้าผากลึกขึ้น ดังนั้น ควรใส่แว่นสายตาหรือซื้อหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดการใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตา